Review : Kaspersky Internet Security 2010 (KIS2010)

posted on 09 Sep 2009 14:22 by dirofblue in Review, Software

 

Kaspersky Logo

 

 

หลังจากนอนซมจากอาการโรคกระเพาะกำเริบโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยมา..เอ่อ... 6 วันมั้ง ในที่สุดก็อาการดีขึ้นจนลุกขึ้นมาเล่นเกม เอ๊ย.. ทำงานได้เช่นเคยและได้ถือโอกาสอัพบล็อกไปด้วยซะเลย *0* 

 

คำเตือน : entry นี้เขียนขึ้นเนื่องจากหมั่นไส้เพื่อน  ขอให้เตรียมใจรับฟังคำเสียดสี+เยาะเย้ยต่อ KAV เอาไว้และขออภัยผู้ใช้งาน KAV และทาง Kaspersky Lab มา ณ ที่นี้

 

พอดีวันก่อนเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บอกว่ามีบูธของ Kaspersky ไปขาย Kaspersky Anti Virus 2010 Special Edition ที่มหา'ลัยในราคาแค่ 199 บาท O_o  แล้วมีหน้ามาอวดว่าในที่สุดตูก็ใช้ Antivirus แท้แล้วนะ (หลังจากที่มันใช้แต่ของปลอมมา 20 ปี)  ก็เลยเกิดอาการหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆ  บวกกับเพิ่งจะได้อัพเกรด KIS ของตัวเองจาก 2009 เป็น 2010 เพราะมัวแต่ขี้เกียจ + นอนซมอยู่ก็เลยเพิ่งจะได้อัพอะนะ   และเหตุผลสำคัญคือจะตอกย้ำว่า KIS มันดีกว่า KAV เฟร้ยย ของมันคนละชั้นอย่ามาอาจหาญเทียบเคียง คริๆ   

 

เนื่องจาก license เก่ายังไม่หมดอายุเพราะฉะนั้นเลยไม่มีกล่องมาให้ดูต้องขออภัยด้วย  โอเคเราข้ามขั้นตอนการ Install และ Activate ไปเลยเน้อ  เพราะก็ใช้วิธีเดียวกันกับ KIS รุ่นก่อนๆทุกประการน่ะแหละ  เมื่อ restart เรียบร้อยสิ่งแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลงคือ Icon ของ KIS ตรง System Tray ที่ดูมีมิติ ไฮโซขึ้น ฮร่าๆๆ หา? ไอตรงนั้นจะเป็นไงก็ช่างรึ? โอเคงั้นข้ามไปก็ได้ ชิๆ

 

เมื่อเปิดขึ้นมาจะเจอกับ...หน้าจอหลัก (แหงล่ะ) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บอกสถานะการทำงานโดยรวมของโปรแกรม  โดยในเวอร์ชั่น 2010 นี่ได้ปรับ Interface ให้ดูสวยงามไฮโซมากขึ้นโดยเฉพาะกราฟ Real time scan ที่เปลี่ยนจากกราฟแท่ง (ใช่มั้ยหว่า)  มาเป็นรูปแบบของ Sonar แทน และไฟแสดงสถานะก็เปลี่ยนจากไฟธรรมดาๆ มาเป็นไฟแบบ...เค้าเรียกว่าอะไรไม่ทราบได้เอาเป็นว่าดูรูปเอาละกัน  ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ โดยเฉพาะเวลาขึ้นไฟแดงแล้วจะรู้สึกเหวอขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า -0-   การจัดวาง Menu ต่างๆในหน้าหลักก็ดูเรียบร้อยและเป็นสัดส่วนขึ้น  ก็ถือว่าทำงานมาดีใช้ได้เลยทีเดียวสำหรับหน้าหลักของ KIS 2010 หุหุ

 

main page
ภาพหน้าจอหลักของ KIS2010

 

ต่อไปเราไปดูส่วนอื่นๆกันต่อ  โดยส่วนใหญ่ก็คล้ายๆของเดิมเพราะฉะนั้นก็คงจะพูดแต่ส่วนที่สำคัญๆ แล้วก็ส่วนที่เปลี่ยนแปลงในเวอร์ชั่นนี้ละกัน คู้คุคุคุ

 

My Protection :ส่วนแรกก็คือ My Protection ก็คือส่วนใหญ่สุดของ KIS ซึ่งมีหน้าที่หลักคือคอยควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ในส่วนต่างๆ ให้เป็นไปตามปกติ(สุข)  โดยจะมี 3 หัวข้อใหญ่แต่พอคลิกเข้าไปมันก็จะไปอยู่ที่หน้าเดียวกันโดยจะแบ่งประเภทให้รู้ว่าส่วนไหนเป็นของอะไร 

My Protection ของ KIS2010 แยกเป็นหมวดหมู่เรียบร้อย
 

แ่ต่ถ้าใครอยากได้ความรู้สึกเดิมๆก็สามารถเข้าไปทาง Settings ที่อยู่ทางมุมขวาบนของหน้าจอหลักได้ รวมถึง feathers ต่างๆที่อาจจะหากันไม่เจอก็จะอยู่ใน Settings นี่แหละ 

หน้าจอ Settings แบบเ่ก่าของ KIS2010 สำหรับคนที่ชอบแบบ Classic
 

โดยใน Settings นี้ก็มี feather ใหม่เอี่ยมซ่อนตัวอยู่นั่นก็คือ Gaming Profile ซึ่ง(เค้าบอกว่า)จะทำให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น แต่ที่จริงแล้วผมว่ามันก็แค่เป็นการสั่งให้ KIS ไม่ทำอะไรที่จะทำให้หน้าจอมันเด้งขึ้นมาเท่านั้นเอง - - แต่ก็เอาเถอะมีก็ดีกว่าไม่มีล่ะนะ

 

Feather ใหม่ :  Gaming Profile ของ KIS2010

 

โดยส่วนของ My Protection มีส่วนที่เปลี่ยนแปลงใหญ่ๆก็คือส่วน Application Control  ซึ่ง KAV ไม่มีนะจ๊ะ ฮร่าๆๆๆ  โดยรอบนี้ Program ที่ไม่มี Digital Signature หรือมีอยู่ในฐานข้อมูล Trusted Application ของทาง Kaspersky Lab จากโดนถีบไปไว้ในหมวด Low Restricted กันถ้วนหน้า  แถมจะไปปรับขึ้นเป็น Trusted Application ดุ่นๆเหมือนกับตอน KIS2009 ก็ไม่ได้ซะด้วย  ต้องไปปรับในส่วนของ Exclusion List ที่ใน KIS2009 จะใช้เฉพาะกับ Object เท่านั้น แต่2010 เอามาใช้กับ Application ด้วยซะงั้น  แต่ก็คงเป็นวิธีแก้ไขไม่ให้ User ที่อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่อง (เหมือนเพื่อนผมคนนึง) ไปปรับให้ทุกโปรแกรมอยู่ใน Trusted Application หมด  ผลก็คือเครื่องเดี้ยงนั่้นเอง -0-  เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คงจะทำมาเพื่อการนี้น่ะแหละ  ส่วน Urgent Detection System ที่ KAV ไม่มีอีกน่ะแหละ รู้สึกทาง server ของ Kaspersky Lab จะเร็วขึ้นเล็กน้อย   ส่วน 2-way Firewall และ Secure wireless connections ก็ทำงานเป็นปกติ (ให้เพื่อนลองแฮกเข้ามาเด้งเตือนกันเลยทีเดียวเชียว) ซึ่ง 2 อย่างนี้ KAV ก็ไม่มีเช่นกัน ส่วน Anti-Spam ก็ทำงานได้ห่วยแตกเหมือนเดิม Anti-Phishing ก็คงใ้ช้งานได้ล่ะมั้งเพราะเว็บที่เคยใ้ช้เทสต์โดนสั่งปิดไปซะละ แน่นอนว่า 2 อย่างนี้ KAV ก็ไม่มีนะจ๊ะ ฮี่ๆๆ

 

My Security Zone : ส่วนต่อไปคือส่วนของ Security Zone ซึ่งมี  feather ใหม่ที่สำคัญ(มั้ง) อย่างนึงของ KIS2010 ก็คือ Safe Run (Sand Box) ซึ่งจะเป็นการรันโปรแกรมที่ผู้ใช้คิดว่าน่าสงสัย(อันนี้ผู้ใช้ต้องตัดสินใจเองนะครับ)  ไปรันใน virtual machine ซึ่ง(คาดว่า)คงจะรันจากภายใน module ของ KIS เองเพื่อดูว่ามีการทำงานอะไรน่าสงสัยที่ KIS อาจจะตรวจไม่พบ  ซึ่งถ้ารันแล้วมันเกิดมีปัญหาอะไร KIS ก็แค่ระเบิด (แป่ว) แล้วอย่างมากเราก็แค่ restart เครื่องใหม่เท่านั้นเองครับผม   ซึ่งผมก็เอา firefox ยัดเข้าไปใช้ใน mode นี้ล่ะครับเผื่อมี script อะไรแปลกๆ จะได้สบายตัว โฮ่ๆๆ และแน่นอนว่า Safe Run Mode ก็ไม่มีใน KAV อีกเช่นเดียวกัน :P


Safe Run
Safe Run Mode ของ KIS2010
 

 

ส่วน Scan และ Update center ขอไม่พูดถึงละกันนะครับ  เพราะมันก็เหมือนเดิมน่ะแหละ นอกจากคราวนี้จะแยกส่วนของ Scan Computer ธรรมดากับ Vulnerability Scan ออกจากกันเท่านั้นเอง  ข้ามๆๆ

 

Security+ : ส่วนสุดท้ายก็คือ Security+ หรือส่วนนอกเหนือจากที่กล่าวมา (แป่ว)  โดยมี Virtual Keyboard , Parental Control (ที่ KAV ไม่มี แต่คงไม่มีคนใช้เท่าไหร่มั้ง) และ  Rescue Disk ที่ภาคนี้ทำได้ซะทีั เพราะ KIS2009 มันจะเอ๋อตอน download image จาก server ประจำ  แล้วก็มี feather ใหม่ก็คือ Erase activities history และ Tune up browser setting (ที่ทำได้เฉพาะกับ IE -0-) รวมถึง Safe folder ที่ใช้เก็บข้อมูลที่สำคัญๆ ไว้กันไวรัสกิน  แน่นอนว่า KAV ไม่มี feather นี้ คริๆ


securityplus
หมวด Security+ ของ KIS2010

 

ส่วนการทดสอบการใช้งานจริงถือว่าแทบไม่เห็นความแตกต่างด้านความเร็วในการบูตเครื่องเข้าสู่ Windows ของ KIS2009 และ 2010 เลย   แต่การ Scan นั้นรู้สึกว่าทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ real-time scan และการทำ Full scan ที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  รวมถึง feather ใหม่ๆที่ช่วยให้การใช้งาน Computer ที่ต้องเชื่อมต่อกับ Internet อยู่ตลอดเวลาเป็นไปด้วยความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  รวมถึงการการันตีจากนิตยสาร IT ชั้นนำหลายๆค่ายในหลายประเทศ ก็น่าจะทำให้ Kaspersky Internet Security 2010 ขึ้นแท่น Antivirus ขายดีในปีนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

สำหรับท่านที่สนใจจะใช้งาน Kaspersky อยู่แต่กำลังตัดสินใจ (พร้อมกับเหลือบดูเงินในกระเป๋า) ว่าจะใช้ KIS หรือ KAV ดีนั้น  ผมขอแนะนำให้ใช้ KIS ไปเลยครับ  ซึ่งถ้าหาเพื่อนๆที่จะซื้อกันมา 3 คนไปซื้อแบบ 3 User Package ก็จะได้ราคาอยูที่ประมาณคนละ 400 บาท (เห็นเพื่อนมันบอกมาว่าที่พันทิพย์ขายประมาณนั้น) แล้วจะได้ใช้ feather ต่างๆที่ผมได้กล่าวไปแล้ว   ที่ค่อนข้างจะจำเป็นสำหรับ Computer ที่ต้องต่อ Internet อยู่ทุกวันนะครับผม

 

ก่อนจะจบ entry นี้อยากจะฝากไว้ว่าไม่ว่าจะมีโปรแกรม Antivirus ที่ดีขนาดไหน แต่ถ้า User ไม่รู้จักระมัดระวังโดยคิดว่ามี Antivirus แล้วจะทำยังไงก็ได้  รับรองว่าไม่นานเครื่อง Computer ของท่านจะต้องโดนเล่นงานอย่างแน่นอน หุหุ

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถไปหาอ่านได้ที่ ThaiKaspersky  และ KasperskyLab ครับผม